ภาพรวม “การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” และบทเรียนที่องค์กรไทยนำไปใช้ได้ทันทีหน้าข้อมูลด้าน Disaster Risk Management – Overview ของ World Bank สรุปชัดเจนว่า การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของ “หน่วยงานกู้ภัย” อย่างเดียว แต่คือ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา” ที่ทุกประเทศต้องวางให้ดีตั้งแต่วันนี้disaster-risk-management-overview-world-bank

ภาพรวม “การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” และบทเรียนที่องค์กรไทยนำไปใช้ได้ทันที

หน้าข้อมูลด้าน Disaster Risk Management – Overview ของ World Bank สรุปชัดเจนว่า
การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของ “หน่วยงานกู้ภัย” อย่างเดียว แต่คือ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา” ที่ทุกประเทศต้องวางให้ดีตั้งแต่วันนี้

เป้าหมายคือทำให้ประเทศต่าง ๆ
ประเมินความเสี่ยง – ป้องกันผลกระทบ – จัดการภัยอย่างเป็นระบบ
ครอบคลุมทั้ง การเตรียมพร้อม, โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure)
และ ระบบ Early Warning ที่เตือนล่วงหน้าได้จริง

บทความนี้จะสรุปแนวคิดจากมุมมองของ World Bank และเชื่อมต่อกับแนวทางของ Canal One และ ASAP (All Smart AI Platform) ว่าองค์กรในไทยจะนำไปใช้กับ โรงงาน เมือง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้อย่างไร

Disaster Risk Management – มุมมองจาก World Bank ในภาพรวม

Disaster Risk Management (DRM) ตามกรอบของ World Bank คือการทำให้ประเทศ/เมือง/องค์กร

  1. รู้ความเสี่ยง (Know the Risk)
    • น้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว ไฟป่า
    • ไฟไหม้โรงงาน เหตุสารเคมีรั่วไหล
    • ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 ความร้อนจัด
  2. ลดความเสี่ยง (Reduce the Risk)
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน (Resilient Infrastructure)
    • พัฒนาแผนผังเมือง/โซนนิง และมาตรฐานความปลอดภัย
  3. เตรียมพร้อมและตอบสนอง (Prepare & Respond)
    • ระบบ Early Warning ที่เตือนล่วงหน้า
    • ศูนย์สั่งการและการประสานงานข้ามหน่วยงาน
  4. ฟื้นตัวและพัฒนาให้ดีกว่าเดิม (Recover & Build Back Better)
    • ฟื้นฟูเศรษฐกิจและชุมชน
    • ปรับปรุงกฎระเบียบและระบบไม่ให้ความผิดเดิมเกิดซ้ำ

กล่าวง่าย ๆ คือ DRM = การลงทุนเพื่อลดความสูญเสียและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ทำไม World Bank ย้ำเรื่อง “โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น” และ Early Warning

World Bank เน้นว่า ถ้าอยากให้การพัฒนาประเทศไม่สะดุด เราต้องมองไกลกว่าการ “ซ่อมหลังเกิดเหตุ” แล้วไปโฟกัสที่:

1. โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure)

  • ถนน สะพาน เขื่อน ระบบไฟฟ้า ระบบประปา
  • โรงพยาบาล โรงเรียน โรงงาน และคลังสินค้า

ทั้งหมดควรถูกออกแบบให้ “ทนต่อภัย” มากกว่ามาตรฐานเดิม เช่น

  • ระบบระบายน้ำที่รับมือฝนหนักได้มากขึ้น
  • อาคารที่ออกแบบให้รับแรงลม/แผ่นดินไหวได้ดีขึ้น
  • โรงงานที่มีระบบตรวจจับไฟ/ควัน/สารเคมีแบบอัตโนมัติ

2. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)

ไม่ว่าจะเป็น

  • น้ำจะล้นคันกั้นเมื่อไร
  • ระดับฝุ่น PM2.5 จะพุ่งขึ้นช่วงไหน
  • สถานการณ์น้ำท่วมในเมือง/นิคมอุตสาหกรรม
  • เหตุไฟไหม้หรือการบุกรุกในพื้นที่สำคัญ

ยิ่งรู้เร็วเท่าไร ยิ่ง ย้ายคน ย้ายทรัพย์สิน และเตรียมมาตรการตอบสนอง ได้ทันท่วงที

เชื่อมจากกรอบ World Bank สู่โลกจริงขององค์กรไทย

สำหรับประเทศไทย ภัยที่เจอบ่อยคือ

  • น้ำท่วมฉับพลันในเมืองและนิคม
  • ไฟไหม้ในโรงงาน/คลังสินค้า
  • ฝุ่น PM2.5 และมลพิษในเขตอุตสาหกรรม/ชุมชน
  • เหตุฉุกเฉินในอาคารสาธารณะ ห้าง โรงพยาบาล

คำถามคือ เรารอข้อมูลรวมศูนย์จากส่วนกลางอย่างเดียว หรือสร้าง “สมองกลหน้างาน” ของตัวเองเพิ่มด้วย?

ตรงนี้เองที่เทคโนโลยีแบบ Unified Security + Early Warning + Automation บน ASAP Platform เข้ามาช่วยเติมเต็มกรอบ DRM ของ World Bank ให้ “ทำได้จริง” ในระดับไซต์งาน

ASAP Platform: จากหลักการ DRM สู่การลงมือในหน้างาน

1. รู้ความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ (Sense & Assess)

ASAP เชื่อมต่อ:

  • กล้องวงจรปิด (CCTV)
  • เซ็นเซอร์ระดับน้ำ คุณภาพอากาศ PM2.5 อุณหภูมิ/ก๊าซ
  • ระบบอาคาร (BMS/HVAC)
  • PA/ไซเรน วิทยุสื่อสาร Drone/Bodycam

แล้วให้ AI + Edge Processing ช่วยวิเคราะห์ว่า:

  • มีควันไฟผิดปกติหรือไม่
  • ระดับน้ำขึ้นเร็วผิดปกติหรือเปล่า
  • ฝุ่นเกินเกณฑ์ในหลายจุดพร้อมกันหรือไม่
  • มีการล้ม อุบัติเหตุ หรือบุกรุกในโซนเสี่ยงหรือเปล่า

นี่คือ “Risk Assessment แบบเรียลไทม์” ที่ต่อยอดจากแนวคิดของ World Bank

2. Early Warning & Smart Notification: เตือนถูกคน ถูกเวลา

เมื่อเข้าเงื่อนไข ระบบสามารถ:

  • แจ้งเตือนผ่าน มือถือ แอป LINE OA แท็บเล็ต วิทยุสื่อสาร ไซเรน/สโตรบไลต์
  • เลือกเส้นทางแจ้งเตือนตามบทบาท (หัวหน้างาน, จนท.ภาคสนาม, ผู้บริหาร)
  • ลดเวลา “จากเห็นเหตุ → ถึงมือคนที่ตัดสินใจ” ให้สั้นที่สุด

3. Automation ตาม SOP: จาก “เตือน” สู่ “ลงมืออัตโนมัติ”

ต่างจากระบบที่หยุดแค่แจ้งเตือน ASAP สามารถผูกเหตุเข้ากับ SOP อัตโนมัติ เช่น

  • เปิดไซเรน/ประกาศเตือน
  • ปิดประตู/กั้นพื้นที่เสี่ยง
  • ปรับระบบอาคาร – ปิดลมภายนอก เพิ่มรอบกรองอากาศเมื่อ PM2.5 สูง
  • ส่งข้อความถึงชุมชนรอบข้างผ่าน PA หรือแอป

และเมื่ออัปเกรดเป็น ASAP+ ยังสามารถ

  • สั่งโดรน ไปสำรวจเส้นทางน้ำ จุดไฟไหม้ หรือพื้นที่อับ เพื่อยืนยันเหตุและนำข้อมูลกลับสู่ศูนย์สั่งการ

4. Edge-first + Green Tech ตามแนวคิดความยั่งยืน

ในมุมที่ World Bank เน้นเรื่อง “การพัฒนาที่ยั่งยืน” Canal One ต่อยอดด้วย

  • สถาปัตยกรรม Edge-first ลดการส่งข้อมูลขึ้น Cloud โดยไม่จำเป็น
  • ลดแบนด์วิดท์และการใช้พลังงานของระบบกล้อง/เครือข่าย
  • ใช้แนวคิด Green Tech ให้ระบบเฝ้าระวัง “ฉลาดขึ้นแต่กินไฟน้อยลง”

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แนวคิด DRM + ASAP ในบริบทไทย

โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม

  • ตรวจจับ PPE, พฤติกรรมเสี่ยง, ควันไฟ, การบุกรุก, การล้ม
  • เฝ้าระวังคลังสินค้า ห้องเครื่อง พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
  • สร้าง Dashboard สำหรับ KPI อย่าง MTTD/MTTR และรายงานด้าน Compliance

เมืองอัจฉริยะ / เทศบาล

  • วัดระดับน้ำ และ PM2.5 หลายจุด → แผนที่ความเสี่ยง (Heatmap)
  • ตั้ง Early Warning → ปิดถนน เบี่ยงเส้นทาง แจ้งเตือนชุมชน
  • ผสานข้อมูลสิ่งแวดล้อมกับงานจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

  • ยกระดับเป็น Smart Integrated Operation Center (IOC)
  • รวมสัญญาณจากโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า ระบบขนส่ง ฯลฯ
  • ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเสี่ยงหยุดชะงักของบริการสาธารณะ

สรุป: จากกรอบ World Bank สู่ Action จริงในองค์กร

World Bank ย้ำชัดว่า การลงทุนด้าน Disaster Risk Management คือการวางรากฐานให้

  • เศรษฐกิจเดินต่อได้แม้เกิดภัย
  • เมืองและชุมชนปลอดภัยขึ้น
  • การพัฒนามีความยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ

ในมุมของ Canal One เราเชื่อว่า ก้าวต่อไปของ DRM คือการเอาหลักการเหล่านี้
มาผสานกับ AI Security, Unified Security System, Early Warning และ Green Tech
บนแพลตฟอร์มเดียวอย่าง ASAP Platform

เพื่อให้ประเทศไทย เห็นก่อน เตือนก่อน ลงมือก่อน
บนโครงสร้างพื้นฐานที่ทั้ง ฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน ในระยะยาว

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาแนวทางด้าน
Disaster Risk Management, Unified Security System และ AI Early Warning

ทีม Canal One พร้อมช่วยออกแบบ Roadmap 30–60–90 วัน
เริ่มจากโซนเสี่ยงเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ
ที่ วัดผลได้จริง และตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัยและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แชร์ข่าวสารนี้...

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้เลยวันนี้

พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโซลูชันความปลอดภัย และความยั่งยืนสำหรับองค์กรของคุณ