จากกรอบโลก สู่แผนปฏิบัติสำหรับ “เมืองอัจฉริยะที่ยืดหยุ่น” ในไทย“คู่มือเชิงปฏิบัติ” ให้กับนักวางแผนเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานbuilding-urban-resilience-principles-tools-practice-world-bank

จากกรอบโลก สู่แผนปฏิบัติสำหรับ “เมืองอัจฉริยะที่ยืดหยุ่น” ในไทย

เอกสาร Building Urban Resilience: Principles, Tools, and Practice ของ World Bank
ถูกออกแบบมาเป็น “คู่มือเชิงปฏิบัติ” ให้กับนักวางแผนเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อช่วยให้เมืองต่าง ๆ สร้างความยืดหยุ่น (Urban Resilience) ผ่าน

  • ข้อมูลความเสี่ยงที่เชื่อถือได้
  • เครื่องมือด้านการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ (Integrated DRM)
  • และระบบเตือน–ตอบสนองที่ทำงานได้จริงในหน้างาน

แนวคิดเหล่านี้สอดคล้องอย่างมากกับมุมมองของ Canal One
ในการสร้าง ระบบจัดการเหตุการณ์อัจฉริยะ (Intelligent Incident Management) และ Unified Security System
ที่ขับเคลื่อนด้วย AI บน ASAP Platform

Urban Resilience คืออะไร ทำไมสำคัญกับเมืองไทย

Urban Resilience คือ “ความสามารถของเมืองในการรับมือ ฟื้นตัว และเติบโตต่อไปได้”
แม้จะเผชิญกับภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ–สังคม

สำหรับเมืองไทย ภัยที่เราคุ้นเคยคือ

  • น้ำท่วมฉับพลันในเขตเมืองและชุมชนลุ่มต่ำ
  • ไฟไหม้พื้นที่ชุมชนหนาแน่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด และคลังสินค้า
  • ฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศจากการจราจรและอุตสาหกรรม
  • ความหนาแน่นของคนในงานอีเวนต์ สถานีขนส่ง และสถานที่ท่องเที่ยว

เมืองที่ “ยืดหยุ่น” จึงไม่ใช่เมืองที่ไม่มีเหตุเลย
แต่คือเมืองที่ เห็นความเสี่ยงก่อน เตือนก่อน และลงมือได้เร็วพอ
จนความเสียหายต่อชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน “น้อยที่สุด”

หลักการสำคัญจาก World Bank: Building Urban Resilience

World Bank สรุปหลักการสร้างความยืดหยุ่นในเมืองไว้ 3 แกนหลัก ที่องค์กรไทยนำไปใช้ต่อได้ทันที

1. รู้ความเสี่ยงของเมืองแบบเป็นระบบ

  • ทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map / Hazard Map)
  • ผสานข้อมูลน้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ และมลพิษ
  • เชื่อมข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า สถานีสูบน้ำ โรงพยาบาล

เป้าหมาย: เมืองต้องรู้ว่า “โซนไหนเสี่ยงอะไร และเสี่ยงแค่ไหน”

2. ผสาน Urban Planning + Integrated DRM

  • โซนนิงเมืองให้สอดคล้องกับความเสี่ยง (ไม่สร้างชุมชนใหม่ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำ)
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure)
  • พัฒนา Integrated Disaster Risk Management ที่เชื่อมทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน

3. ใช้ข้อมูลและเครื่องมือที่ถูกต้อง (Data & Tools in Practice)

World Bank ชี้ว่า เมืองควรมีอย่างน้อย:

  • ระบบวัดและติดตามระดับน้ำ–ปริมาณฝน–คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์
  • ระบบ Early Warning ที่แจ้งเตือนประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที
  • ระบบ Command & Control / Operation Center ที่เห็นภาพรวมทุกเหตุการณ์
  • ช่องทางสื่อสารหลายรูปแบบ (เสียงตามสาย ป้ายดิจิทัล แอปเมืองอัจฉริยะ ฯลฯ)

จากหลักการสู่การปฏิบัติ: เมืองต้องมี “สมองกลาง” ที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน

สิ่งที่เอกสาร World Bank เน้นคือ เมืองไม่ควรทำงานแบบ ไซโล (Silo) อีกต่อไป
เพราะข้อมูลมักกระจายอยู่หลายที่:

  • ข้อมูลกล้อง CCTV อยู่ที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย
  • ข้อมูลระดับน้ำ/ฝน อยู่ที่อีกหน่วยงานหนึ่ง
  • ข้อมูลคุณภาพอากาศและสุขภาพ อยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่ง
  • ข้อมูลร้องเรียนและเหตุฉุกเฉิน อยู่ใน Call Center หรือแอปคนละชุด

การจะสร้าง Urban Resilience ได้จริง เมืองจึงต้องมี แพลตฟอร์มกลาง ที่

  1. เชื่อมข้อมูลและอุปกรณ์ทุกระบบ
  2. ใช้ AI วิเคราะห์–คัดกรอง–จัดลำดับความสำคัญของเหตุ
  3. แจ้งเตือนและสั่งการอัตโนมัติ ตาม SOP ที่ชัดเจน

ตรงนี้เองคือบทบาทของ ASAP (All Smart AI Platform) จาก Canal One

ASAP Platform: ตัวช่วยสร้าง Urban Resilience แบบลงมือได้จริง

1. Unified Security & Environment สำหรับเมือง

ASAP เชื่อมต่อ

  • กล้องวงจรปิดในเมือง/สถานีขนส่ง/อาคารสาธารณะ
  • เซ็นเซอร์น้ำท่วม (Water Level) และปริมาณฝน
  • ระบบวัดคุณภาพอากาศ/PM2.5 และอุณหภูมิ
  • ระบบเสียงตามสาย ป้ายดิจิทัล วิทยุสื่อสาร
  • Drone / Bodycam หน่วยภาคสนาม
  • ระบบอาคาร (BMS/HVAC) ในห้าง โรงพยาบาล สนามกีฬา

ทั้งหมดขึ้นมาอยู่บน “ภาพรวมเดียว” ให้ศูนย์สั่งการและผู้บริหารเมืองใช้ตัดสินใจ

2. Early Warning + Smart Notification

เมื่อค่าต่าง ๆ เข้าสู่โซนเสี่ยง เช่น

  • ระดับน้ำขึ้นเร็วกว่าปกติ
  • ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งทะลุเกณฑ์
  • ตรวจพบควันไฟหรือการบุกรุกในพื้นที่สำคัญ
  • มีความหนาแน่นของคนเกินค่าที่กำหนดในงานอีเวนต์

ASAP สามารถ:

  • ส่งแจ้งเตือนผ่าน มือถือ, แอป, LINE OA, วิทยุสื่อสาร, ไซเรน, ป้ายดิจิทัล
  • เลือกผู้รับตามบทบาท (เจ้าหน้าที่สนาม, วิศวกร, ผู้อำนวยการ, นายกเทศมนตรี ฯลฯ)
  • ลดเวลาจาก “เกิดเหตุ” ถึง “มีคนรับรู้และเริ่มลงมือ”

3. Automation ตาม SOP: เหตุเกิดแล้ว ระบบลงมือให้ก่อน

บน ASAP เมืองสามารถตั้ง SOP Automation เช่น

  • เมื่อน้ำถึงระดับ X → ปิดถนน/ทางลงอุโมงค์ → ส่งข้อความเตือนผู้ใช้ถนน
  • เมื่อ PM2.5 เกินเกณฑ์ → สั่งปิดรับลมภายนอก ปรับระบบกรองอากาศ → แจ้งเตือนโรงเรียน/ผู้ปกครอง
  • เมื่อมีควันไฟในอาคาร → สั่งระบบเสียงเตือนอัตโนมัติ + โทรแจ้งทีมดับเพลิง + เปิดกล้องจุดเกิดเหตุบนจอศูนย์สั่งการ

และหากอัปเกรดเป็น ASAP+ ยังสามารถ

  • สั่งโดรน ไปตรวจจุดเสี่ยง (แนวแม่น้ำ พื้นที่ท่วมซ้ำ หรือหลังคาอาคารสูง) แบบอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุ

4. Edge-first + Green Tech สำหรับเมืองยุคใหม่

เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้ง ความเร็ว และ ความยั่งยืน

  • ASAP ใช้แนวคิด Edge-first ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลหน้างาน
    ลดการส่งวิดีโอทั้งสตรีมขึ้นคลาวด์ ช่วยประหยัดแบนด์วิดท์และทำงานได้แม้เน็ตสะดุด
  • ผสาน Green Tech เลือกใช้สถาปัตยกรรมและอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำ
    ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของระบบกล้องและเครือข่ายของเมือง

Roadmap สำหรับเมืองไทยที่อยากเริ่มสร้าง Urban Resilience

ระยะ 30 วัน: รู้ทรัพยากร – รู้ความเสี่ยง

  • รวบรวมรายการกล้อง เซ็นเซอร์ ระบบเสียงตามสาย วิทยุ แอป ฯลฯ ที่มีอยู่
  • ระบุ “โซนเสี่ยงสูง” เช่น เขตน้ำท่วมซ้ำซาก ย่านโรงงาน ย่านชุมชนหนาแน่น

ระยะ 60 วัน: เชื่อมข้อมูล – ตั้ง Early Warning

  • เชื่อมอุปกรณ์เดิมเข้าสู่ ASAP Platform ด้วย Smart Integration / API
  • ตั้งเกณฑ์เตือน (น้ำ, ฝุ่น, ความหนาแน่น, ไฟไหม้) + ช่องทางแจ้งเตือนจริงที่ทีมใช้ทุกวัน

ระยะ 90 วัน: Automation & IOC

  • ผูกเหตุเข้ากับ SOP Automation (ปิดถนน, แจ้งเตือนชุมชน, ปรับระบบอาคาร ฯลฯ)
  • ขยายสู่ Smart Integrated Operation Center (IOC) สำหรับมองภาพรวมทั้งเมือง

สรุป: จากเอกสาร World Bank สู่เมืองที่ “ยืดหยุ่นจริง” ในไทย

เอกสาร Building Urban Resilience: Principles, Tools, and Practice ของ World Bank
ย้ำชัดว่า เมืองยุคใหม่ต้องลงทุนใน

  • ความรู้ความเสี่ยงที่ถูกต้อง
  • เครื่องมือ Early Warning & Integrated DRM
  • โครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดการเหตุการณ์ที่ยืดหยุ่น

ในมุมของ Canal One เราเติมอีกชั้นด้วยเทคโนโลยี

  • ASAP Platform – Unified Security System
  • AI Security & Safety + Smart Integration + Green Tech

เพื่อให้เมืองไทยสามารถ เห็นก่อน เตือนก่อน ลงมือก่อน
สร้าง Urban Resilience ที่จับต้องได้ วัดผลได้ และยั่งยืนทั้งด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

หากคุณคือเทศบาล หน่วยงานเมือง หรือผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน
ที่อยากยกระดับสู่ “เมืองยืดหยุ่นอัจฉริยะ”

ทีม Canal One พร้อมช่วยวางแผน Roadmap 30–60–90 วัน
เริ่มจากโซนเล็ก ๆ ที่เสี่ยงที่สุด และขยายสู่ระบบ Urban Resilience เต็มรูปแบบสำหรับเมืองของคุณ

แชร์ข่าวสารนี้...

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้เลยวันนี้

พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโซลูชันความปลอดภัย และความยั่งยืนสำหรับองค์กรของคุณ