Back to Basic ทำไม “การลงทุนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” สำคัญต่อการพัฒนาของโลกรายงานเชิงนโยบายจากองค์กรพัฒนาระดับโลกอย่าง World Bank สะท้อนตรงกันว่า “การลงทุนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management: DRM) ไม่ใช่ต้นทุนฟุ่มเฟือย แต่คือรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน”back-to-basic-disaster-risk-management-global-development
รายงานเชิงนโยบายจากองค์กรพัฒนาระดับโลกอย่าง World Bank สะท้อนตรงกันว่า
“การลงทุนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management: DRM)
ไม่ใช่ต้นทุนฟุ่มเฟือย แต่คือรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน”
ในวันที่โลกเผชิญทั้งไฟป่า น้ำท่วม พายุรุนแรง เหตุโรงงานไฟไหม้ การล้มของระบบโครงสร้างพื้นฐาน
รวมถึงเหตุฉุกเฉินในเมืองใหญ่ คำถามสำคัญสำหรับประเทศ เมือง และภาคธุรกิจคือ
เราจะ “รอให้เกิดภัยก่อนแล้วค่อยซ่อม” หรือ “ลงทุนจัดการความเสี่ยงก่อน ให้ความเสียหายเกิดน้อยที่สุด”?
บทความนี้จะพาคุณกลับไป Back to Basics อธิบายให้ชัดว่า
ทำไมการลงทุนด้าน Disaster Risk Management (DRM) จึงสำคัญต่อการพัฒนาของโลก
และ Canal One มองบทบาทของเทคโนโลยี AI และ ASAP Platform ในภาพใหญ่นี้อย่างไร
การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management: DRM)
ไม่ใช่แค่ “การกู้ภัยหลังน้ำท่วมหรือหลังไฟไหม้” แต่คือ วงจรการบริหารความเสี่ยงครบลูป ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
รู้ให้ชัดว่าอะไรคือจุดเสี่ยง:
ออกแบบมาตรการทั้ง เชิงกายภาพ และ เชิงระบบ
หัวใจสำคัญของ DRM:
จากแนวคิด “รอภัยมาก่อนแล้วค่อยกู้” → สู่ “มองเห็นความเสี่ยงก่อน และลดความเสียหายให้มากที่สุด”
ภัยพิบัติครั้งใหญ่หนึ่งครั้ง อาจทำให้:
การลงทุนใน DRM เช่น
ช่วยให้เรา ลด Downtime ลดค่าเสียหาย และรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity)
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นการลงทุนที่ “คุ้มกว่า” การรื้อฟื้นทุกครั้งหลังเกิดภัย
การพัฒนาแบบใดก็ตาม หากต้องแลกด้วยการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก
ย่อมไม่ใช่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน”
ทั้งหมดนี้ทำให้ คนทำงานและคนในชุมชน “รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น”
ความรู้สึกนี้ต่อยอดไปเป็น:
DRM เชื่อมโยงโดยตรงกับหลายเป้าหมายของ Sustainable Development Goals เช่น
เมื่อโลกเผชิญกับ ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน มากขึ้น
เรายิ่งต้องมีระบบที่ คาดการณ์ได้ เตือนล่วงหน้า และลดผลกระทบ จากภัยธรรมชาติได้จริง
Resilience ไม่ได้หมายถึง “ไม่เคยล้ม”
แต่คือ “ล้มแล้วลุกได้เร็ว และเสียหายน้อยที่สุด”
DRM ที่ดีช่วยให้
นี่คือ “ความยืดหยุ่นเชิงระบบ” ที่ทุกประเทศกำลังลงทุนสร้างอย่างจริงจัง
จากยุคที่เราอาศัยเพียง “สายตาและประสบการณ์ของคน”
วันนี้ โลกเริ่มขยับสู่การใช้ AI + IoT + Edge Computing เพื่อให้เราสามารถ
“เห็นก่อน คิดได้เร็ว ลงมืออัตโนมัติ”
ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญ:
ทั้งหมดนี้คือแนวคิดที่ Canal One นำไปต่อยอดบน ASAP (All Smart AI Platform)
ASAP เชื่อม:
มารวมกันใน แพลตฟอร์มเดียว
ทำให้ ผู้บริหาร–ศูนย์สั่งการ–ทีมหน้างาน เห็นสถานการณ์เดียวกัน และตัดสินใจร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
ASAP ไม่ได้แค่แจ้งเตือนขึ้นจอ แต่สามารถ:
และเมื่อยกระดับเป็น ASAP+
ยังสามารถ สั่งโดรน ออกไปตรวจจุดเสี่ยงแบบอัตโนมัติ เพื่อยืนยันเหตุและเก็บข้อมูลกลับมาที่ศูนย์สั่งการได้ทันที
ASAP ถูกออกแบบบนแนวคิด Edge-first + Green Tech
เมื่อลองย้อนกลับไปที่คำถามแรก:
ระหว่าง “รอให้เกิดภัยก่อนค่อยซ่อม”
กับ “ลงทุนล่วงหน้าเพื่อลดความเสียหาย”
อะไรคุ้มค่ากว่าทั้งสำหรับโลก และสำหรับธุรกิจของคุณ?
การลงทุนใน Disaster Risk Management คือการลงทุนใน…
และนี่คือเหตุผลที่ Canal One พัฒนา ASAP Platform ให้เป็นมากกว่าระบบ “กล้อง + AI”
แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Safety & Resilience Infrastructure)
ที่ช่วยให้ไทยและโลก เห็นก่อน เตือนก่อน ลงมือก่อน
อย่างโปร่งใส มีมาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากคุณกำลังมองหาโซลูชันด้าน Disaster Risk Management, Unified Security System และ Green Tech
สำหรับโรงงาน เมือง หรือโครงสร้างพื้นฐานของคุณ
ทีม Canal One พร้อมช่วยออกแบบ Roadmap 30–60–90 วัน
เริ่มจากโซนเสี่ยงเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ที่ วัดผลได้จริงและคุ้มค่ากับการลงทุน
พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโซลูชันความปลอดภัย และความยั่งยืนสำหรับองค์กรของคุณ

