Back to Basic ทำไม “การลงทุนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” สำคัญต่อการพัฒนาของโลกในโลกที่เต็มไปด้วยไฟป่า น้ำท่วม พายุรุนแรง เหตุโรงงานไฟไหม้ จนถึงเหตุฉุกเฉินในเมืองใหญ่ คำถามที่ทุกประเทศและทุกธุรกิจต้องตอบคือ เราจะ “รอให้เกิดภัยก่อนแล้วค่อยซ่อม” หรือ “ลงทุนจัดการความเสี่ยงก่อนให้เสียหายน้อยที่สุด” ?back-to-basic-disaster-risk-management-global-development

Back to Basic ทำไม “การลงทุนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” สำคัญต่อการพัฒนาของโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยไฟป่า น้ำท่วม พายุรุนแรง เหตุโรงงานไฟไหม้ จนถึงเหตุฉุกเฉินในเมืองใหญ่ คำถามที่ทุกประเทศและทุกธุรกิจต้องตอบคือ

เราจะ “รอให้เกิดภัยก่อนแล้วค่อยซ่อม” หรือ “ลงทุนจัดการความเสี่ยงก่อนให้เสียหายน้อยที่สุด” ?

บทความนี้พาคุณกลับไป Back to Basic ว่าทำไมการลงทุนด้าน การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management: DRM) จึงไม่ใช่แค่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุนเชิงกลยุทธ์” ที่ส่งผลโดยตรงต่อ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของโลก
และ Canal One มองบทบาทของเทคโนโลยีอย่างไรในภาพใหญ่นี้

Disaster Risk Management คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย ๆ)

Disaster Risk Management (DRM) หรือ การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ “การกู้ภัยหลังเกิดเหตุ” แต่คือ วงจรการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่

  • การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
    รู้ก่อนว่า “มีอะไรเสี่ยง” เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว เหตุโรงงาน/สารเคมี เหตุในเมือง
  • การลดความเสี่ยง (Risk Reduction)
    วางมาตรการเชิงกายภาพ (เขื่อน ฝาย ระบบระบาย) + เชิงระบบ (มาตรฐานความปลอดภัย SOP แผนอพยพ)
  • การเตรียมพร้อม (Preparedness)
    ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ซ้อมแผน การสื่อสารกับชุมชน/พนักงาน
  • การรับมือเมื่อเกิดเหตุ (Response)
    ศูนย์สั่งการ การแจ้งเตือน การอพยพ การประสานงานหลายหน่วยงาน
  • การฟื้นฟู (Recovery)
    ซ่อมแซมพื้นที่ เศรษฐกิจ และระบบสังคมให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

หัวใจสำคัญ: จาก “รอภัยมาก่อนแล้วค่อยกู้” → สู่ “มองเห็นเสี่ยงก่อนและลดความเสียหายให้มากที่สุด”

ทำไม “การลงทุนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” จึงสำคัญต่อการพัฒนาของโลก

1. ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ภัยพิบัติ 1 ครั้งทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ทั้ง

  • โรงงานหยุดผลิต
  • ระบบโลจิสติกส์สะดุด
  • เมืองต้องปิดถนน/ปิดพื้นที่
  • ธุรกิจเสียโอกาสทางรายได้

การลงทุนใน DRM เช่น ระบบเตือนน้ำท่วม ระบบเฝ้าระวังไฟไหม้ ระบบความปลอดภัยโรงงาน
ช่วยลด Downtime + ลดค่าเสียหาย + เพิ่มความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจแล้ว “คุ้มกว่า” การตามซ่อมหลังภัยเสมอ

2. ปกป้องชีวิตและความเชื่อมั่นของผู้คน

การพัฒนาใด ๆ บนโลก ถ้าแลกมากับความสูญเสียของชีวิตจำนวนมาก ย่อมไม่ใช่ “การพัฒนาที่แท้จริง”

  • ระบบเตือนภัยก่อนน้ำท่วม
  • ระบบเฝ้าระวังควันไฟในโรงงาน/คลังสินค้า
  • ระบบแจ้งเตือนการล้ม อุบัติเหตุ ภายในโรงงานหรือพื้นที่สาธารณะ

ทั้งหมดนี้ทำให้ คนทำงานและคนในชุมชน “รู้สึกปลอดภัย” มากขึ้น
ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนกลับไปสู่ แรงงานที่มั่นใจ นักลงทุนที่เชื่อถือ และภาพลักษณ์ประเทศที่น่าอยู่/น่าลงทุน

3. สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

DRM เชื่อมโดยตรงกับหลายเป้าหมายของ Sustainable Development Goals เช่น

  • SDG 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
  • SDG 9: โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure)
  • SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ยิ่งโลกเผชิญกับ ภาวะโลกร้อน (Climate Change) มากเท่าไร
ยิ่งจำเป็นต้องมีระบบที่ คาดการณ์ + เตือน + ลดผลกระทบ จากภัยธรรมชาติอย่างจริงจัง

4. สร้าง “Resilience” ให้ทั้งประเทศ องค์กร และเมือง

คำว่า Resilience ไม่ได้แปลว่า “ไม่ล้ม” แต่คือ ถึงล้มก็ลุกเร็ว
DRM ที่ดีทำให้

  • เมืองฟื้นตัวจากน้ำท่วมได้เร็วขึ้น
  • โรงงานกลับมาผลิตต่อได้เร็วขึ้น
  • โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบขนส่ง กลับมาให้บริการได้โดยเร็ว

นี่คือ “ความยืดหยุ่นเชิงระบบ” ที่ทุกประเทศกำลังแข่งขันกันสร้าง

แล้วเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างไรใน Disaster Risk Management?

ถ้ายุคก่อนเราพึ่ง “สายตาคน” อย่างเดียว
วันนี้เทคโนโลยีช่วยให้เรา เห็นก่อน คิดได้เร็ว และลงมืออัตโนมัติ ในหลายมิติ เช่น

  • AI Video Analytics → ตรวจจับควันไฟ บุกรุก การล้ม การไม่ใส่ PPE
  • IoT Sensors → วัดระดับน้ำ คุณภาพอากาศ PM2.5 อุณหภูมิ ก๊าซ
  • Edge AI → วิเคราะห์หน้างานได้ทันที แม้เน็ตไม่เสถียร
  • Unified Security System → รวมข้อมูลจากกล้อง เซ็นเซอร์ ระบบอาคาร วิทยุสื่อสาร ไว้ใน “จอเดียว”

ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวคิดที่ Canal One นำมาใช้บน ASAP (All Smart AI Platform)

ASAP Platform: จาก “กล้องแยกกัน” สู่ “ระบบอัจฉริยะที่ช่วยจัดการความเสี่ยงจากภัย”

1. จากภาพแยก ๆ สู่ภาพรวมเดียว (Unified Security & Environment)

ASAP เชื่อมต่อ

  • กล้องวงจรปิด (CCTV)
  • IoT Sensors (น้ำ อากาศ อุณหภูมิ)
  • PA/ไซเรน
  • วิทยุสื่อสาร
  • Drone / Bodycam
  • ระบบอาคาร (BMS/HVAC)

ทั้งหมดเข้าด้วยกันบน แพลตฟอร์มเดียว
ทำให้ผู้บริหาร ศูนย์สั่งการ และหน้างาน “เห็นภาพเดียวกัน” แล้วตัดสินใจร่วมกันได้เร็วขึ้น

2. จาก “แค่แจ้งเตือน” เป็น “แจ้งเตือน + ทำแทน”

แทนที่ระบบจะหยุดแค่ “มีแจ้งเตือนขึ้นจอ” ASAP สามารถ

  • ผูกเหตุ → SOP อัตโนมัติ
  • สั่งงานอุปกรณ์ภาคสนาม เช่น
    • เปิดไซเรน
    • กั้นโซนหรือปิดประตู
    • ปรับระบบอาคาร (HVAC, Fresh Air Damper)
    • ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนหรือพนักงาน
  • และเมื่อยกระดับเป็น ASAP+ ยังสามารถ สั่งโดรน ไปตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงเพื่อยืนยันเหตุแบบอัตโนมัติ

นี่คือการยกระดับจาก “ระบบช่วยดู” → “ระบบช่วยลงมือ”

3. Edge-first + Green Tech: ปลอดภัยขึ้น ประหยัดขึ้น และยั่งยืนขึ้น

ASAP ออกแบบให้ คิดที่หน้างาน (Edge-first)

  • ลดดีเลย์จากการส่งข้อมูลขึ้น Cloud
  • ทำงานได้ต่อเนื่องแม้เน็ตสะดุด
  • ส่งขึ้น Cloud เฉพาะเมตาดาต้าสำคัญ ลดแบนด์วิดท์

พร้อมแนวคิด Green Tech ที่ช่วย

  • ลดการใช้พลังงานของระบบกล้อง/เครือข่าย
  • ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของโครงสร้างเฝ้าระวัง
  • แต่ยังเพิ่มความปลอดภัยในเวลาเดียวกัน

Disaster Risk Management สำหรับ “โรงงาน – เมือง – โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ”

สำหรับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม

  • ตรวจจับ PPE / พฤติกรรมเสี่ยง / การล้ม / ควันไฟ / การบุกรุก
  • เฝ้าระวังพื้นที่คลังสินค้า ห้องเครื่อง จุดเสี่ยงไฟไหม้
  • ผูก SOP อัตโนมัติ: กั้นโซน แจ้งทีมซ่อมบำรุง โทรแจ้งหัวหน้างาน
  • ดูข้อมูลได้จาก มือถือ/แท็บเล็ต/วิทยุสื่อสาร แบบ On-the-Go

สำหรับเมืองและเทศบาล

  • วัด PM2.5, ระดับน้ำ, อุณหภูมิ หลายจุด → แผนที่ความเสี่ยง (Heatmap)
  • ตั้งเกณฑ์เตือนอัตโนมัติ → ปิดถนน/เบี่ยงเส้นทาง/แจ้งเตือนชุมชน
  • เชื่อมระบบเสียงตามสาย ป้ายดิจิทัล แอปเมืองอัจฉริยะ

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

  • ยกระดับเป็น Smart Integrated Operation Center (IOC)
  • รวมสัญญาณจากหลายระบบ → ตัดสินใจแบบเรียลไทม์ข้ามหน่วยงาน
  • ลดความเสี่ยงไฟฟ้าขัดข้อง เหตุในสถานีไฟฟ้า โรงไฟฟ้า หรือระบบขนส่งมวลชน

ลงทุนใน Disaster Risk Management วันนี้ = ลงทุนใน “อนาคตที่ไม่ต้องลุ้น”

กลับสู่คำถามตั้งต้น:

ระหว่าง “รอให้เกิดภัยก่อนค่อยซ่อม” กับ “ลงทุนล่วงหน้าเพื่อลดความเสียหาย”
อะไรคือตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับโลกและสำหรับธุรกิจของคุณ?

การลงทุนในระบบจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
คือการลงทุนใน…

  • ความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity)
  • ความเชื่อมั่นของพนักงาน ลูกค้า และนักลงทุน
  • ความยั่งยืนของเมืองและสังคมในระยะยาว

และนี่คือเหตุผลที่ Canal One ผลักดัน ASAP Platform ให้เป็นมากกว่า “ระบบกล้อง + AI”
แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Safety & Resilience Infrastructure) ที่ช่วยให้ไทย และโลก
เห็นก่อน เตือนก่อน ลงมือก่อน อย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หากคุณกำลังมองหาโซลูชันด้าน Disaster Risk Management, Unified Security System และ Green Tech
สำหรับโรงงาน เมือง หรือโครงสร้างพื้นฐานของคุณ

ทีม Canal One พร้อมช่วยออกแบบ Roadmap 30–60–90 วัน
เพื่อเริ่มจากโซนเสี่ยงเล็ก ๆ → ขยายสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบอย่างคุ้มค่าและวัดผลได้จริง

شارك هذه الأخبار...

استشر خبرائنا اليوم

جاهز للتشاور بشأن حلول الأمان والاستدامة لمؤسستك